ความทรงจำเป็นสิ่งที่ดีงามเสมอ อยู่ที่เราเลือกที่จะจดจำอะไร
คู่รักที่เลิกกันมักคิดถึงแต่ฉากหวาดเสียวหรือฉากบู๊ที่เกิดขึ้นระหว่างเราสอง
แต่ฉากรักที่ประทับใจหรือภาพความงดงามมักถูกมองข้าม
ไปจดจำแต่ส่วนที่ไม่น่ามอง
และเมื่อคิดอย่างนั้นขึ้นมาก็นั่งโกรธตัวเอง
ว่าทำไมถึงลืมเขาไม่ได้สักที
คนบางคนถูกส่งมาให้เจอกับเรา เพื่อให้เราจดจำไม่ใช่เพื่อให้เราลืม
แต่เราก็ต้องเลือกจำ ว่าเราจะจดจำอะไรที่เกี่ยวกับตัวเขาแล้วทำให้เราเป็นสุข
มีประโยชน์ต่ออารมณ์เราด้วย
ความรักไม่ใช่เรื่องที่ลืมกันง่ายๆ เหมือนก่อนนอนที่ลืมแปรงฟัน
เพราะตลอดเวลาที่มีความรัก เราเอาใจทั้งใจไปขลุกอยู่กับมัน
ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวเขาที่ทำให้เราลืมได้
แล้วทำไมเราต้องสั่งตัวเองให้ลืมภาพเหล่านั้น
ถ้ามันทำให้เรายิ้มได้และเก็บไว้เหมือนรูปถ่ายที่ที่หยิบมาดูทุกครั้งก็นึกถึงหรือยิ้มทุกครั้งที่เห็น
ขอเพียงเราระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่ทำให้กันมากกว่าเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างกัน
ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้อีก
ไม่ต้องคิดว่าหากกลับไปอีกจะไม่ทำแบบนั้น
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ควรจะเกิด และมันก็เกิดแล้ว
ความคิดถึงที่แฝงไปด้วยความเข้าใจในความเป็นไป
หรือการระลึกถึงเขาด้วยความเข้าใจว่าวันหนึ่งมันต้องเป็นอย่างนี้
เราจะเลิกทุกข์ไปกับความคิดถึง
ถ้าให้เราเลือกระหว่าง
ความทุกข์ที่เป็นอยู่ กับความทุกข์ในขณะที่มีเขา
เราจะเลือกอย่างไหน อะไรมันจะทรมานมากกว่ากัน
แล้วเวลาผ่านไปความทรงจำใหม่ๆก็จะถูกสร้างมาแทนที่
อาการระลึกถึงเขาก็จะห่างๆออกไปเอง
สมองและหัวใจเราก็มีระบบที่เหมือนกัน
อะไรใหม่ๆก็อยู่ในความคิดระดับต้นๆเราเสมอ
ไม่ต้องพยายามลืมเขาหรอกนะ
เพราะวันที่เธอพยายามนึกแต่นึกไม่ออก เธอก็ได้ทุกข์อีกหรอก





บทความนี้คัดมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง
บันทึกไว้ในกล่องความทรงจำ(ไดอารี่)ที่เก็บไว้นานมากละ
พอหยิบขึ้นมาอ่านอีกที,ก็รู้สึกดีลึกๆ
ไม่ได้บันทึกไว้ว่าใครเป็นคนเขียน(ลืม)
ใครจำได้ก็ช่วยบอกด้วยนะคะ ^^
"

              

 


....ฉันได้เจอสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วสองอย่าง
หลังจากที่การเสียใจที่สุดในชีวิตได้ผ่านไป ,เรื่อง คุณค่าของสิ่งทีเสียไป

 

: เรื่องแรก มันเกิดขึ้นได้ 22 ปี เท่าๆกับอายุของฉัน
ก็คือการได้เกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่

: เรื่องที่สอง คือเรื่องที่ฉันได้มีโอกาสไปวิปัสนากรรมฐานที่
วัดเขาดินหนองแสง จังหวัดจันทบุรี

ด้วยความบังเอิญ,นิตยสาร secret ที่เก๊กฮวยเพื่อนของฉันไปฝึกงาน
ใจดี จัดให้สมาชิกไปวิปัสนาฟรี เหมือนกับเป็นทริปๆหนึ่ง
ข้าวปลา อาหาร เสื่อผ้า ที่พัก ทุกอย่างฟรี
ย้ำ!เฉพาะสมาชิกและทีมงานเท่านั้นที่จะได้ไป
แต่เพราะความใจดีของเก๊กฮวย+กับความสะเหร่อของฉันเอง จึงได้ไปกับเขาด้วย
เก๊กฮวยตั้งใจจะไปแค่ช่วยทีมงาน set up งาน สามวันแล้วก็จะกลับ
ถ้าอยากอยู่ต่ออีกห้าวันก็ตามใจแก

ฉันจึงคิดว่าจะอยู่แค่สามวัน

.

เริ่มต้นของการ set up

ตั้งแต่ขนของลงจากรถ
จัดสถานที่ เอาที่นอนไปไว้ในศาลาที่พักของสมาชิก จัดห้อง ใส่กระดาษทิชชู่ จัดชุดสีขาว
เตรียมเครื่องอุปโภคบริโภค ยา อาหารแห้ง น้ำปานะ(น้ำที่ไม่ใช่นม)
หนังสือที่อัมรินทร์จะแจกให้กับสมาชิก รวมถึงการทำบอร์ดบอกทางให้กับผู้มาเยือนครั้งแรก

.


.

ฉันได้กินข้าวร่วมกับพี่ๆทีมงาน
ดื่มน้ำเหยือกเดียวกัน
นอนห้องเดียวกัน(เก๊กฮวย,พีขวัญอาร์ตไดฯ,พี่อ้อเรขาฯ)
นอนดูดาวตกบนดาดฟ้าที่มืดสนิท


        :เห็นดาวตกตั้งหลายดวง


        :secret magazine


        :ผลงานพี่ต้นช่างภาพ


ฉันรุ้สึกเสมือนว่าเป็นหนึ่งในทีมงานนั้นจริงๆ

"เหนื่อยมั้ย" คำถามที่พี่อ้อกับพี่ขวัญถามทุกๆครั้งที่สบตากัน(ปิ๊งๆ)
ไม่มีคำตอบใดๆ นอกจากรอยยิ้ม

รู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก

วันสุดท้ายของการ set up เก๊กฮวย พี่ขวัญ พี่อ้อ และทีมงานส่วนหนึ่งกลับไป
และจะกลับมารับวันสุดท้าย(อีกห้าวัน)แล้วเราจะไปต่อที่งานหัวหินแจสกัน(พี่ขวัญบอก)

สามวันในการ set upงานผ่านไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

   :: เหนื่อยจัง~นั่งพักก่อน:: พี่ขวัญ,พี่อ้อ,เก๊กฮวย,สายป่าน,หนิง

แต่ฉันขออยู่ต่อ (ยังกะเล่นเกมส์เศรษฐี)

.

: วันแรกของการวิปัสนา

พระอาจารย์มาพ อุปสโม เป็นผู้รับหน้าที่บรรยายธรรม สวดมนต์และสอนวิธีปฏิบัติกรรมฐาน
ตื่นตีสามครึ่ง ทำวัตรเช้า สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญกรรมฐาน รับประทานอาหารเช้า

จุดสำคัญคือการเจริญกรรมฐาน เจริญสติด้วยการเดินจงกรมนี่แหละค่ะ
เพิ่งจะได้รับรสความทรมาน น น.........

ทุกๆวันจะต้องเดินจงกรมอย่างน้อยครั้งละสองชั่วโมง
สำรวมกาย วาจา การยืน เดิน นั่ง กิน นอน และห้ามพูด
ก้าวแต่ละก้าวที่เดินต้องมีสติ
การเดินจงกรมคือการเดินด้วยสติ,อยู่กับตัวตลอดเวลา
ห้ามคิดเรื่องอื่นๆ ให้เดินเฉยๆ จะวอกแวกไปบ้างก็ไม่เป็นไรขอแค่ต้องรีบกลับมามีสติอยู่กับตัวเองโดยเร็วที่สุด

ลองคิดดูว่าวันๆสมองของคุณคิดเรื่องอะไรบ้าง เพื่อน แฟน งาน เรียน พ่อ แม่ ความอยาก อยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากไป อยากอยู่ อยากหนี อยาก...สารพัดจะปรุงแต่ง

.

.

ควันหมอกสีเทาๆยังคงมีให้เห็นแม้จะปาไป 11โมงแล้ว (ชื่อวัดที่บอกไว้ข้างต้นก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่บนเขา)
บรรยากาศช่างชวนให้เคลิ้มกับความสวยงามข้างหน้า
อา..จิตหลุดเสียแล้ว
ไหนจะอาการปวดขา ปวดเอว ปวดไหล่ ปวดหัว(ถ้าคิดมาก) บางคนปวดไปทั้งตัว - ยิ่งคิดถึงมันยิ่งปวด

 

      :เช้าตรู่กับหมอกสีเทา

 


เท่าที่ฉันสังเกต : สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนที่ชาวบ้านอย่างฉันเรียกว่า คนมีตังค์
หน้าตา ผิวพรรณขาวผ่อง ใช้กุชชี้ อามานี่ หลุยส์ ..
แต่ข้างในจิตใจ ดูดีอย่างข้างนอกหรือเปล่านั้น,,,ฉันไม่รู้

.

.


การเดินจงกรมที่แสนทรมานทำให้บางคนต้องหยุดพักนั่งลงเป็นระยะ
ทว่าหลายคนยังเดินต่อไป รวมถึงฉันที่พยายามเดินๆๆๆๆๆ
เวลาผ่านไปเกือบจะสองชั่วโมงแล้ว
จุ่ๆฉันก็เกิดอาการท้องใส้ปั่นป่วน เหมือนข้างในกำลังชุมนุมประท้วงและเกิดจราจล เสื้อแดงพยายามที่จะขับไล่เสือเหลือง แต่มันดันออกมาทางปาก,ฉันอ้วกแตก!



: ก่อนวันสุดท้ายของการเจริญกรรมฐาน

ฉันได้สัมผัสสิ่งที่คุณเมตตา เจ้าของบริษัท อัมรินทร์ปริ๊นติ้งบอกไว้ว่า
การเดินจงกรมเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก!
คุณเมตตาเล่าว่าสามีที่รักที่สุดของเธอตายไป
แล้วเธอก็เป็นทุกข์มาก
จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ จนมีเพื่อนแนะนำให้มาเจริญสติ
แล้วเธอก็กลับมาเป็นคนเดิม จึงอยากจะจัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ให้กับสมาชิกบ้าง
ค่าใช้จ่ายในการจัดก็เป็นเงินของคุณเมตตานี่เอง

.

.

การที่คนเราสามารถเดินได้สองชั่วโมงโดยที่ไม่ได้คิดหรือรู้สึกอะไรเลยเป็นเรื่องยากมาก
และบางคนก็ทำได้จนเป็นกิจวัตร คุณลุงคนหนึ่งอายุประมาณห้าสิบกว่าๆบอกว่า
แม้แต่ขึ้นรถไฟฟ้ายังมีสติ รู้ว่าก้าว รู้ว่านั่ง คือจิตใจไม่วอกแวกไปกับสิ่งรอบตัว
บางคนหายจากอาการป่วยไข้ แม้กระทั่งโรคที่คิดว่ารักษายากๆอย่างไมเกรน โรคปวดขา ปวดต่างๆ
ส่วนฉัน วันที่ฉันสามารถทำได้ฉันเป็นประจำเดือน ซึ่งอาการของฉันคือปวดหัว ปวดเอว และปวดท้อง
แต่สองชั่วโมงเต็มๆที่ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย

โอว! อัศจรรย์จริงๆค่ะ..จอร์จ

ฟังดูอาจคล้ายการโฆษณาแบบ hard sell อย่างทีวีไดเร็ก
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวฉันเอง
เคยมีกัลยานมิตรคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงทำไม่ได้
คุณมนัสวรรณ นักข่าวช่องเจ็ดเล่าว่า เธอมาที่นี่เป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว
แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถทำได้หนึ่งชั่วโมง

.

.

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า
อยากให้คุณลองไปสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ไม่ได้จำกัดที่วัดนี้ แต่เป็นที่ไหนก็ได้ ที่มีการจัดให้ไปปฏิบัติธรรม
นอกจากนั้นยังได้บุญอันสูงส่ง ที่เราสามารถอุทิศให้กับใครก็ได้

.

.

หลังจากที่ฉันเสียใจกับการอกหัก,โทรศัพท์และเงินหายพร้อมๆกัน
ฉันไม่รู้สึกเสียใจกับเรื่องหลังเลยแม้แต่น้อย

เพราะสิ่งของที่หายไปเราก็สามารถหาใหม่ได้
แต่คนที่เรารักไม่สามารถหาใครมาทดแทนได้

แต่หลังจากนั้นฉันก็ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุดจนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆเรื่องหนึ่งไปละ

.

.

ขอบคุณกัลยานมิตร..
ขอบคุณเก๊กฮวย ที่ชวน
ขอบคุณพี่ขวัญ ที่บอกให้เก๊กฮวยชวน
ขอบคุณพี่อ้อ สำหรับรอยยิ้มและความรู้สึกดีๆตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน

ขอบคุณคุณเมตตาที่ทำให้มีงานนี้เกิดขึ้น
ขอบคุณทีมงาน secret ทุกๆคนที่อยู่ร่วมทำสิ่งดีๆด้วยกัน

.

.

ขอบคุณคร้า